การตรวจสุขภาพเบื้องต้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแบบภายนอก
ได้แก่ การตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์ ร่วมกับ การตรวจวัดความดันโลหิต
และตรวจหาดัชนีมวลร่างกาย การตรวจสุขภาพสายตา
2. การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแบบภายใน
เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ร่วมกับ การตรวจ Xray
และ ตรวจ Ultrasound
โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งวัดได้ 2 ค่า ได้แก่
– ความดันโลหิตค่าบน (Systic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวเต็มที่
– ความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัวเต็มที่
หากตรวจพบค่าความดันโลหิตในช่วง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่า ตรวจพบภาวะความดันโลหิตสูงซึ่งส่วนใหญ่มักไม่มีอาการบ่งบอก ผู้ป่วยอาจไม่เคยรู้ตัวจนกระทั่งได้รับการตรวจความดันโลหิตเบื้องต้นเมื่อเข้ารับการรักษาหรือตรวจสุขภาพที่สถานพยาบาล
ในการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอทุกๆปี ช่วยคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงได้
และหากตรวจพบความดันโลหิตสูง สามารถเข้ารับการตรวจรักษา พบแพทย์ตามสถานพยาบาลได้ และหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
นั้นสามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง รวมถึงโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับตาได้
บุคคลทั่วไปควรตรวจความดันโลหิตเป็นประจำเมื่อมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
(รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านเพิ่มได้ที่หัวข้อ สาระสุขภาพ)
การตรวจมวลร่างกาย (Body Composition)
ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านการแพทย์ มีเครื่องวัดมวลร่างกายได้ ผ่านเครื่องชั่งน้ำหนัก โดยจะให้ค่าวัดมวลไขมันชั้นนอก
Body fat ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) มวลกระดูก Bone mass มวลกล้ามเนื้อ Muscle mass
ค่าการเผาผลาญของระบบร่างกาย Metabolic ค่าอายุเทียบการเผาผลาญ Metabolic age และค่า BMI
การตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันของลูกตา
เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก
การตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันของลูกตา เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก
เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด การประเมินความเข้มข้นของเลือด เพื่อบอกถึงสภาวะผิดปกติ เช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด และความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1C) เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคเบาหวาน
เพื่อตรวจวัดระดับ Cholesterol, Triglyceride, HDL , LDL เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
เป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
ดูค่า Blood Urea Nitrogen (BUN) ซึ่งเป็นค่าของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีน เพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไตโดยการตรวจเลือด และดูระดับค่า Creatinine ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ 
เป็นการตรวจเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ตับเสื่อมสภาพ ภาวะดีซ่าน โดยการตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่าง ๆ เพื่อตรวจดูความผิดปกติของตับ และทางเดินน้ำดี
โดยตรวจวัดจากระดับฮอร์โมนในเลือด เพื่อตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ว่าทำงานได้อย่างปกติหรือไม่
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถตรวจคัดกรองจากการติดเชื้อเบื้องต้นได้จากส่วนประกอบของเชื้อ HBsAg และการตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HBsAb ส่วนไวรัสตับอักเสบซี สามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้จาก Anti-HCV
อาทิ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) สารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) สารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CA 19-9) สารบ่งชี้มะเร็งสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย (PSA) สารบ่งชี้มะเร็งรังไข่ (CA 125) และสารบ่งชี้มะเร็งเต้านม (CA 15-3) ในเพศหญิง
เป็นการตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคเบาหวาน
เป็นการตรวจเพื่อช่วยประเมินการทำงานของหัวใจในขณะพัก เพื่อดูความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เป็นการตรวจเพื่อดูความผิดปกติในทรวงอก เช่น ขนาดของหัวใจ วัณโรค และโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในปอด
เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิง และต่อมลูกหมากในผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพโดยรวม ประวัติครอบครัว และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน
โดยปกติโปรแกรมการตรวจสุขภาพประจำปีเบื้องต้นจะแบ่งตามเพศ และอายุ โดยแพทย์แนะนำให้ตรวจทุก 1 ปี
และสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจที่บ่อยขึ้น ตามคำแนะนำของแพทย์
การตรวจสุขภาพเบื้องต้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแบบภายนอก
ได้แก่ การตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์
ร่วมกับ การตรวจวัดความดันโลหิต
และตรวจหาดัชนีมวลร่างกาย การตรวจสุขภาพสายตา
2. การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแบบภายใน
เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ร่วมกับ การตรวจ Xray และ ตรวจ Ultrasound
โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งวัดได้ 2 ค่า ได้แก่
– ความดันโลหิตค่าบน (Systic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวเต็มที่
– ความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัวเต็มที่
หากตรวจพบค่าความดันโลหิตในช่วง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่า ตรวจพบภาวะความดันโลหิตสูงซึ่งส่วนใหญ่มักไม่มีอาการบ่งบอก ผู้ป่วยอาจไม่เคยรู้ตัวจนกระทั่งได้รับการตรวจความดันโลหิตเบื้องต้นเมื่อเข้ารับการรักษาหรือตรวจสุขภาพที่สถานพยาบาล
ในการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอทุกๆปี ช่วยคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงได้
และหากตรวจพบความดันโลหิตสูง สามารถเข้ารับการตรวจรักษา พบแพทย์ตามสถานพยาบาลได้
และหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
นั้นสามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง รวมถึงโรคต่างๆที่เกี่ยวกับตาได้
บุคคลทั่วไปควรตรวจความดันโลหิตเป็นประจำ
เมื่อมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
(รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านเพิ่มได้ที่หัวข้อ สาระสุขภาพ)
การตรวจมวลร่างกาย (Body Composition)
ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านการแพทย์ มีเครื่องวัดมวลร่างกายได้ ผ่านเครื่องชั่งน้ำหนัก โดยจะให้ค่าวัดมวลไขมันชั้นนอก Body fat ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) มวลกระดูก Bone mass มวลกล้ามเนื้อ Muscle mass ค่าการเผาผลาญของระบบร่างกาย Metabolic ค่าอายุเทียบการเผาผลาญ
Metabolic age และค่า BMI
การตรวจวัดความสามารถในการมองเห็น
และความดันของลูกตา
เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก
การตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นและความดันของลูกตา เป็นการตรวจสุขภาพตาทั่วไป และค้นหาความเสี่ยงของภาวะต้อกระจก
เพื่อหาความผิดปกติของส่วนประกอบของเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด การประเมินความเข้มข้นของเลือด เพื่อบอกถึงสภาวะผิดปกติ เช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย จำนวนเกล็ดเลือด และความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1C) เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคเบาหวาน
เพื่อตรวจวัดระดับ Cholesterol, Triglyceride, HDL , LDL เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
เป็นการตรวจเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์
ดูค่า Blood Urea Nitrogen (BUN) ซึ่งเป็นค่าของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีน เพื่อประเมินความสามารถในการขับของเสียของไตโดยการตรวจเลือด และดูระดับค่า Creatinine ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ 
เป็นการตรวจเพื่อหาภาวะตับอักเสบ ตับเสื่อมสภาพ ภาวะดีซ่าน โดยการตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่าง ๆ เพื่อตรวจดูความผิดปกติของตับ และทางเดินน้ำดี
โดยตรวจวัดจากระดับฮอร์โมนในเลือด เพื่อตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ว่าทำงานได้อย่างปกติหรือไม่
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถตรวจคัดกรองจากการติดเชื้อเบื้องต้นได้จากส่วนประกอบของเชื้อ HBsAg และการตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HBsAb ส่วนไวรัสตับอักเสบซี สามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเบื้องต้นได้จาก Anti-HCV
อาทิ การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) สารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) สารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CA 19-9) สารบ่งชี้มะเร็งสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย (PSA) สารบ่งชี้มะเร็งรังไข่ (CA 125) และสารบ่งชี้มะเร็งเต้านม (CA 15-3) ในเพศหญิง
เป็นการตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ
เช่น โรคเบาหวาน
เป็นการตรวจเพื่อช่วยประเมินการทำงานของหัวใจในขณะพัก เพื่อดูความผิดปกติของการทำงานของหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การนำไฟฟ้าที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เป็นการตรวจเพื่อดูความผิดปกติในทรวงอก เช่น ขนาดของหัวใจ วัณโรค และโรคต่าง ๆ
ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในปอด
เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ม้าม เส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ภายในช่องท้อง รวมถึงมดลูกและรังไข่ในผู้หญิง และต่อมลูกหมากในผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพโดยรวม ประวัติครอบครัว และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยปกติโปรแกรมการตรวจสุขภาพประจำปีเบื้องต้นจะแบ่งตามเพศ และอายุ โดยแพทย์แนะนำให้ตรวจทุก 1 ปี และสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจที่บ่อยขึ้น ตามคำแนะนำของแพทย์
© 2024 Maxideastudio. All Rights Reserved.